เครือข่าย ‘วิศวะจุฬาฯ’ ครองภาคธุรกิจไทย

 

 

 

อินทาเนีย คอนเนคชั่น

          80%ของมาร์เกตแคปตลาดหุ้นไทยและ 50% ของบริษัทจดทะเบียน อยู่ภายใต้การบริหารของ “ซีอีโอ” พะยี่ห้อ วิศวะจุฬาฯ

          กลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนประเทศไม่ว่าจะเป็น ภาคพลังงาน สาธารณูปโภคพื้นฐาน คมนาคม ธนาคารพาณิชย์ ตลาดทุน อสังหาริมทรัพย์ โทรคมนาคม ฯลฯ ต่างอยู่ภายใต้การบริหารของ CEO ส่งตรงจากค่าย “วิศวะจุฬาฯ” แทบทั้งสิ้นและพวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยไว้ในกำมือ

          “ศาสตร์ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์คือกระบวนการคิดและตัดสินใจอย่างเป็นขั้นตอนและมีเหตุมีผล” หลักปรัชญาที่ถูกสั่งสอนในชั้นเรียน เป็นเสมือนเบ้าหลอมทางความคิดและเป็นแรงผลักดันให้นักศึกษาวิศวะฯ ต้องก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดขององค์กรธุรกิจ หรือ “CEO” ในอนาคต

          จากนโยบายการพัฒนาประเทศให้ก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ก่อให้เกิดการเรียนการสอนวิศวกรรมศาสตร์ระดับปริญญาตรี ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อ 95 ปีที่แล้ว และหลังจากนั้นเป็นต้นมา ศิษย์เก่าจากรั้วสีชมพูแห่งนี้ก็ได้จบออกไปเป็นผู้บริหารในองค์กรชั้นนำของประเทศอย่างต่อเนื่อง

          ถ้าจะกล่าวว่า 80%ของมาร์เกตแคปตลาดหุ้นไทย อยู่ภายใต้การบริหารของ “ซีอีโอ” พะยี่ห้อ วิศวะจุฬาฯ ก็คงไม่ผิดนัก

          ยังรวมถึงตำแหน่งบริหารใน “รัฐวิสาหกิจ” สำคัญของประเทศตั้งแต่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน), บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน), การบินไทย, การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย, ปตท. ฯลฯ องค์กรเหล่านี้ล้วนขับเคลื่อนด้วยศิษย์เก่าวิศวะจุฬาฯ

          แม้แต่ผู้มีตำแหน่งทาง “การเมือง” ในอดีตและปัจจุบันก็ยังไม่เคยขาดช่วงเหล่าศิษย์เก่าวิศวะ จุฬาฯ ตั้งแต่ “วิเศษ จูภิบาล” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในยุครัฐบาล “ไทยรักไทย” “พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ “อดิศัย โพธารามิก” อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย

          มีข้อสังเกตว่า ในช่วงที่ “วิเศษ จูภิบาล” ควบคุมนโยบายพลังงานของประเทศ ก็เป็นช่วงที่ บมจ.ปตท และหุ้น PTT อยู่ในจังหวะ “ขาขึ้น” เป็นหุ้นมาร์เกตแคปสูงสุดของตลาดหุ้นไทย และก้าวขึ้นเป็นองค์กรพลังงานชั้นนำของภูมิภาคได้ในที่สุด

          สายงานอุตสาหกรรมและก่อสร้าง ชื่อของ บมจ.เหมราชพัฒนาที่ดิน,บมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์คอนสครัคชั่นบมจ.คริสเตียนี่และนีลเส็น (ไทย) บุญถาวรเซรามิก, กรุงไทยการไฟฟ้า, โตโยต้า ประเทศไทย องค์กรทั้งหมดนี้ก็ถูกขับเคลื่อนด้วยบุคลากรจากรั้วจามจุรี เช่นกัน

          นอกเหนือจากภาคอุตสาหกรรมพลังงาน ก่อสร้าง อุตสาหกรรม และวิศวกรรม ซึ่งเป็นอาชีพโดยตรงตามหลักสูตรแล้ว เหล่าศิษย์เก่าวิศวะจุฬาฯ ยังได้ออกไปสร้างชื่อเสียงในภาคธุรกิจการเงินของประเทศ ตามกระแสเศรษฐกิจขาขึ้นช่วงหนึ่งของประเทศ

          แทนที่จะเป็นวิศวกรผู้รังสรรค์สิ่งปลูกสร้าง พวกเขาเหล่านี้กลับเลือกที่จะผันตัวเองมาเป็น “มนุษย์ทองคำ” ปั้นแต่งความเฟื่องฟูให้กับตลาดเงินตลาดทุนไทยแทน

          ฝั่งอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์ “วิชิต สุรพงษ์ชัย” ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์และอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย และ “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ทั้งสามคนนี้นั่งตำแหน่งบริหารในธนาคาร “บิ๊กโฟร์” ของประเทศ มีสินทรัพย์ในการบริหารรวมกว่า 3,400,000 ล้านบาท

          รวมถึงนักการเงินรุ่นเก๋า “ปลิว มังกรกนก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทิสโก้ และ “ทวี บุตรสุนทร” ประธานกรรมการ ไทยธนาคาร

          ทางฝากตลาดทุน ต่างคับคั่งไปด้วยอดีตว่าที่วิศวกรที่ผันตัวเองเข้าสู่แวดวงตลาดหุ้น “มนตรี ศรไพศาล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.กิมเอ็ง , “ก้องเกียรติ โอภาสวงการ” ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซียพลัส ควบตำแหน่งประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย, “ญาณศักดิ์ มโนมัยพิบูลย์” ประธานกรรมการบริหาร บล.บัวหลวง บุคคลเหล่านี้นั่งตำแหน่งผู้บริหาร บริษัทหลักทรัพย์มาร์เกตแชร์ TOP5 ของประเทศ

          ล่าสุด “บุญชัย ศรีปรัชญาอนันต์” เพื่อนร่วมรุ่น วศ.24 รุ่นเดียวกับมนตรีและญาณศักดิ์ เป็นวิศวกรคนล่าสุดที่เข้ารับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ของ บล.ไทยพาณิชย์ บริษัทลูกของธนาคารไทยพาณิชย์ ภายหลังจากที่ตอบรับคำชวนของมนตรีให้เข้ามารับผิดชอบงานวาณิชธนกิจที่ บล.กิมเอ็ง ได้เพียงสามเดือนเท่านั้น

          แม้เจ้าตัวจะเอ่ยปากว่า การตัดสินใจรับตำแหน่งครั้งนี้เป็นเพราะต้องการพิสูจน์ตัวเองในองค์กรขนาดใหญ่ แต่การที่ “วิชิต สุรพงษ์ชัย” ประธานกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ ในฐานะ “รุ่นพี่” ร่วมคณะเป็นผู้ติดต่อเชื้อเชิญด้วยตัวเองสะท้อนให้เห็นว่า สายสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนและรุ่นพี่รุ่นน้องร่วมคณะ มีความเกี่ยวพันกับการ “โปรโมท” ตำแหน่งหน้าที่การงาน ไม่ใช่น้อย

แผนธุรกิจ วาณิชธนกิจ ของ บล.ไทยพาณิชย์ จากนี้เป็นต้นไปจึงน่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง เพราะผลงานของ บุญชัย ที่ผ่านมาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการนำ “รัฐวิสาหกิจ” เข้าตลาดหุ้นมาแล้วทั้งสิ้น เช่น ปตท.(PTT) การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (AOT) อสมท.(MCOT) ฯลฯ

ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ วิศวกรจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะเป็น “นายตัวเอง” ด้วยการเป็นทั้งเจ้าของและบริหารงานเอง สำหรับศิษย์เก่าคนดังย่อมหนีไม่พ้นบุคคลที่ “รวย” หุ้นที่สุดและเจ้าของอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย “อนันต์ อัศวโภคิณ” ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บมจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์

ลำดับรองลงมา น้องชายของ “เสี่ยตึ๋ง” “อนุพงศ์ อัศวโภคิณ” กรรมการผู้จัดการ บมจ.เอเชี่ยนพร๊อพเพอร์ตี้, “ทองมา วิจิตรพงศ์พันธ์” กรรมการผู้จัดการและเจ้าของ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท, ทิฆัมพร เปล่งศรีสุข ประธานกรรมการ บมจ.แอลพีเอ็นดีเวลลอปเมนท์ และ “ชนะชัย ลีนะบรรจง” ประธานกรรมการ บมจ.อีเอ็มซีควบตำแหน่งเซียนหุ้นชื่อดัง ต่างก็ก้าวขึ้นมาเป็น “เถ้าแก่” ที่มีผืนดินในแลนด์แบงก์จำนวนมหาศาล

แต่ถ้าถามว่า ใครคือซีอีโอในร่างวิศวกรที่ทรงอิทธิพลที่สุด ตำแหน่งนี้ น่าจะเป็นของ “บุญคลี ปลั่งศิริ” แม้ว่าวันนี้จะเป็นเพียงอดีตประธานกรรมการบริหาร ชินคอร์ป แล้วก็ตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเบื้องหลังการเติบโตของธุรกิจเครือชินฯในเวลานั้น (เอไอเอส, ชินแซทเทลไลท์, แคปปิตอลโอเค, ไทยแอร์เอเชีย และไอทีวี) และมีมาร์เกตแคปขยายตัวอย่างก้าวกระโดดก็มาจากมันสมองของสุดยอดซีอีโอ “มือขวา” ของอดีตนายกทักษิณฯ นี่เอง

การที่ศิษย์เก่าวิศวะจุฬาฯ กระจายตัวออกไปในทุกภาคธุรกิจ ทั้งที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูงและเป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง ทำให้เกิดเป็นเครือข่ายธุรกิจที่มีการเอื้อหนุนซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นงานประมูลโครงการก่อสร้าง โปรเจคพิเศษทางด้านวิศวกรรม ที่ปรึกษาทางการเงิน ตลอดจนสินเชื่อธุรกิจจากธนาคารพาณิชย์

จะไปบังคับให้หลีกเลี่ยงไม่ต้องเจอกันก็เป็นไปได้ยาก เพราะเกือบ 50% ของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดเอ็มเอไอ โดยเฉพาะสายอุตสาหกรรม พลังงาน ก่อสร้าง เทคโนโลยี และการเงิน ล้วนจบวิศวะ จุฬาฯ !!

บมจ.ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น (TRC) แม้เป็นเพียงบริษัทขนาดกลางซึ่งมีมาร์เกตแคปไม่สูง แต่ด้วย “คอนเนคชั่น” ระดับเอบวกของ “สมัย ลี้สกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ “ไพฑูรย์ โกสียรักษ์วงศ์” กรรมการผู้จัดการ สองศิษย์เก่ารั้วจามจุรี ทำให้บริษัทขนาดกลางแห่งนี้ ได้รับงานโครงการประมูลจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ กลุ่มปตท.ทั้งเครือ, บางจากปิโตรเลียม, ปูนซิเมนต์ไทย และบริษัทจดทะเบียนในตลาดเอ็มเอไอหลายต่อหลายราย ต่างมีรายได้หลักจากงานประมูลขององค์กรขนาดใหญ่เช่นกัน

แม้จะอยู่กันต่างองค์กร แต่ทุกๆ ปี พวกเขาเหล่าบรรดาซีอีโอในชุดชอปก็จะกลับมาพบกันสักครั้งในงาน Engineer Talk ของสมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อร่วมกันสัมมนาชี้ทิศทางเศรษฐกิจไทยในปีนั้นๆ

ที่อาจหมายถึงแผนธุรกิจองค์กรของพวกเขาไปในตัวด้วย !!

ข้อมูลอ้างอิง : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ฉบับประจำวันที่ 28 มิถุนายน 2551

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: