ยุทธการเพิ่มมูลค่า ‘แอสคอน คอนสตรัคชั่น’

          ยุทธศาสตร์การเพิ่มมูลค่าหุ้น บมจ.แอสคอน คอนสตรัคชั่น “รอบสอง” บิ๊กบอส พัฒนพงษ์ ตนุมัธยา ยอมรับว่า สลัดภาพหุ้น “เจ๊แดง” ไม่หลุด

          พร้อมให้ความเชื่อมั่นใครกล้าเก็บหุ้น ASCON เหมือนได้ของถูก ภายหลังปรับแผนธุรกิจใหม่เน้นขายอสังหาริมทรัพย์ และรุกงานต่างประเทศ

          ในอดีตการเติบโตของแอสคอน ถูกมองว่าต้องพึ่งพา “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ โดยมีร่องรอยเคยเปิดทางให้กลุ่มวงศ์สวัสดิ์ เข้ามาถือหุ้นใหญ่ 19.6% (เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2547) แต่ถอนการลงทุนออกไป เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2548 โดยขายหุ้นให้กับกลุ่มวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์

          ต่อมา พัฒนพงษ์ ก็เปิดทางให้ ทวีฉัตร จุฬางกูร เข้ามาถือหุ้นใหญ่ ASCON เป็นสามขาร่วมกับกลุ่มตัวเอง และกลุ่มวิไลลักษณ์ ถนัดจากนั้นไม่นานก็ขายหุ้นให้ เลแมน บราเดอร์ส (ยุโรป) เข้ามาถือหุ้น 7.5% (ปัจจุบันมีชื่ออยู่ใน NVDR) เป็นการระดมทุนเพื่อเปิดเกมรุกครั้งใหญ่

          โดยมีข้อตกลงกันว่า แอสคอนจะเปิดทางให้เลแมน บราเดอร์ส เข้ามาถือหุ้นทั้งสิ้น 15% โดยการซื้อหุ้นจากกลุ่มตนุมัธยาและวิไลลักษณ์ แต่เมื่อถึงเวลาเลแมนกลับเบี้ยวไม่มาใช้สิทธิตามที่ตกลง ก่อนจะ “ล้มละลาย” เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2551 ที่ผ่านมา

          เป็นที่น่าสังเกตว่า นับตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบันผลการดำเนินงานของแอสคอนย่ำแย่ลงอย่างมาก พร้อมกับความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างก็มีลดน้อยลง จนพัฒนพงษ์ต้องมองหายุทธศาสตร์ใหม่เพื่อออกไป “โตนอกบ้าน” แทน ขณะเดียวกันหุ้น ASCON ก็สลัดภาพ “หุ้นการเมือง” ไม่ออก จนไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว

          พัฒนพงษ์ ตนุมัธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอสคอน คอนสตรัคชั่น กล่าวยอมรับกับ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า ทุกวันนี้หุ้น ASCON ก็ยังสลัดภาพหุ้นการเมืองไม่หลุด แม้ที่ผ่านมาจะพยายามปฏิเสธความสัมพันธ์ว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วก็ตาม

          “ต่อไปเราจะดีด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องเพิ่งบารมีของใคร แล้วมันผิดด้วยหรือที่เราจะรู้จักผู้ใหญ่ที่น่าเคารพอย่าง “เจ๊แดง” ได้โปรดอย่าพยายามนำเราไปพัวพันกับนักการเมืองเลย”

          สำหรับการทำธุรกิจของแอสคอนหลังจากนี้ พัฒนพงษ์ ระบุว่า ได้ปรับยุทธศาสตร์การทำธุรกิจใหม่ จากเดิมสัดส่วนรายได้เกือบ 100% จะมาจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง รวมทั้งงานภาครัฐ แต่จากนี้จะมีการแตกไลน์ธุรกิจไปทำโครงการอสังหาริมทรัพย์ด้วย

          โดยการซื้ออาคารร้างแล้วนำกลับมาปรับปรุงใหม่ อาจปล่อยให้เช่า หรือขายขาด ซึ่งเชื่อว่าธุรกิจนี้จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้เป็นอย่างดี

          ขณะเดียวกัน แอสคอนก็จะรุกงานก่อสร้างอาคารสูงในต่างประเทศมากขึ้น เพราะงานในประเทศหดตัวจากผลกระทบทางการเมือง และเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้งานก่อสร้างโครงการเมกะโปรเจคของภาครัฐชะลอออกไป จนทำให้แผนงานของบริษัทพลาดเป้า

          ซีอีโอ แอสคอน กล่าวถึงข้อดีของการปรับตัวเองจาก Construction มาเป็น Developer ว่า เพื่อกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ ที่ผ่านมา ได้ใช้เงินประมาณ 300-400 ล้านบาท ซื้ออาคารร้างมา 1 แห่ง นำมาปรับปรุงเป็นโครงการคอนโดมิเนียม ภายใต้ชื่อ The Inspire Rama IX สูง 19 ชั้น 2 ตึก จำนวน 650 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,600 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะรับรู้กำไรจากโครงการนี้ประมาณ 30-35%

          “วันนี้ ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมก่อสร้างไม่ดี ถ้าเรายังนั่งทำงานแบบเดิมคงไม่มีอะไรกิน ภายในปีนี้ เรายังมีแผนซื้ออาคารร้างอีก 2-3 แห่ง ตอนนี้เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวทำให้เจ้าของโครงการหลายแห่งเริ่มเร่ขายของ เพราะไม่มีเงินทำต่อ ผมเชื่อว่าในอนาคตธุรกิจนี้จะรุ่งได้ โดยเราตั้งเป้าว่าจะมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจนี้ประมาณ 20%”

          แม้ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาแอสคอน จะขาดทุน 157 ล้านบาท แต่ผู้บริหารรายนี้ เชื่อว่า ทั้งปี 2551 จะสามารถพลิกกลับมามีกำไรแน่นอน ขณะเดียวกันอาจมีรายได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับก่อนที่มีรายได้ 1,426 ล้านบาท

          ทั้งนี้ จะมีการรับรู้รายได้บางส่วนจากโครงการ The Inspire Rama IX ประมาณ 1,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 2,000 ล้านบาท จะรับรู้รายได้จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งขณะนี้มี Backlog ในมือ 4,000-5,000 ล้านบาท

          เมื่อถามว่า เมื่อไรสถานะทางการเงินของแอสคอน จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ พัฒนพงษ์ ให้ความหวังว่า ในปี 2552 เชื่อว่า บริษัทจะมีงบการเงินสวยที่สุด โดยตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่ 5,000 ล้านบาท (ปีนี้ 3,000 ล้านบาท) โดยมองว่า ในปีหน้าสถานการณ์การเมือง และเศรษฐกิจจะเริ่มดีขึ้น งานสาธารณูปโภคของภาครัฐจะเริ่มเปิดประมูลกันอีกครั้ง

          พร้อมทั้งยังตั้งความหวังอีกว่า ภายในสิ้นปีนี้ บริษัท “อาจ” มีงานในมือเพิ่มเข้ามาอีก 20,000 ล้านบาท ภายหลังเตรียมเซ็นสัญญาก่อสร้างอาคารสูงที่รัฐดูไบประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (เคยมีข่าวว่าเป็นอาคารพักอาศัยสูง 12 ชั้น 20 อาคาร ใช้เวลาในการก่อสร้าง 30 เดือน มีกำไรขึ้นต้น 20% คาดว่ามีกำไรสุทธิ 5-10%) และงานที่ประเทศไต้หวัน ซึ่งจะสามารถทยอยรับรู้รายได้นานถึง 3 ปี

          “ตั้งแต่ปีหน้า (2552) เป็นต้นไป เราคาดว่าธุรกิจทั้งหมดของแอสคอนจะมีอัตราการเติบโตที่ดีขึ้น เพราะในช่วงที่เราเก็บตัวเงียบ (มาพักใหญ่) ได้ปรับเปลี่ยนธุรกิจ เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน และอนาคตมากขึ้น”

          บอสใหญ่ แอสคอน ยังบอกด้วยว่า เป้าหมายรายได้ 10,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี (ไม่เกินปี 2555) ยังเหมือนเดิมทุกประการ และใครที่ซื้อหุ้น ASCON วันนี้ “เหมือนได้ของถูก”

          ถ้าอนาคต คือ สิ่งที่ไม่แน่นอน เป้ารายได้ “หมื่นล้าน” ก็ยังเป็นเพียง “ความฝัน” ในราตรีของ พัฒนพงษ์ ตนุมัธยา ตราบใดที่วันนั้นยังมาไม่ถึง

แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ฉบับประจำวันที่ 2 ตุลาคม 2551

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: