อีเอ็มซีรับอานิสงส์รัดอัดฉีดตั้งเป้าโต10%

อีเอ็มซีรับอานิสงส์รัดอัดฉีดตั้งเป้าโต10%

นายศิริพงศ์
อี เอ็ม ซี หวังรายได้ปีนี้โต 10% รับอานิสงส์รัฐอัดฉีดเงินเข้าระบบกระตุ้นเศรษฐกิจ เผยปัจจุบันแบ็คล็อก 4 พันล้านบาท รับรู้ถึงปี 2553

          นายศิริพงศ์ ว่องวุฒิพรชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท อี เอ็ม ซี จำกัด (มหาชน) หรือ EMC ผู้ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เปิดเผยว่า ปี 2552 บริษัทตั้งเป้ารายได้ขยายตัว 10% จากปี 2551 ซึ่งรายได้รวมปี 2551 จะเติบโตไม่ถึง 10% จากปีก่อนที่มีรายได้รวมประมาณ 3,000 ล้านบาท เนื่องจากปี 2551 เกิดปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง ทำให้รายได้ไม่เป็นไปตามคาด

          ทั้งนี้บริษัทไม่กังวลในกรณีรายได้รวมต่ำกว่าเป้าหมายมากนัก เนื่องจากเกิดจากปัญหาภายนอก ส่วนการจัดการภายในบริษัทอยู่ถือว่าดีอยู่ และผลประกอบการก็ถือว่าดีกว่าผู้ประกอบการก่อสร้างรายอื่น

          “รายได้ปี 2551 คงจะเป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้อ แต่บริษัทไม่กังวล เพราะบริษัทยังอยู่ในสถานการณ์ที่ดีและถือว่าผลประกอบการที่ผ่านมาดีกว่าผู้ ประกอบการรายอื่นๆ ก็ถือว่ารับได้”

          ผลประกอบการงวด 9 เดือนปี 2551 บริษัทมีรายได้รวม 1,911 ล้านบาท ลดลง 17.48% จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 2,316 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ งวด 9 เดือนปี 2551 จำนวน 62.70 ล้านบาท ลดลง 34.21% จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 95.32 ล้านบาท มีอัตรากำไรขั้นต้น 6.87% ลดลงจากงวดเดียวกันปีก่อน 3.74% ส่วนอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 3.28% ลดลงจากงวดเดียวกันปีก่อน 20.28%

          นายศิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ปีนี้บริษัทเน้นแผนการดำเนินงาน 3 เรื่องหลักคือ 1.การรักษาสภาพคล่อง โดยควบคุมบริหารลูกหนี้ให้ดี 2.การรับงานก่อสร้างใหม่ ต้องพิจารณาให้รอบคอบถึงศักยภาพและความสามารถในการรับงานต่างๆ

          นอกจากนี้ จะหันมารับงานภาครัฐมากขึ้น โดยปีนี้ตั้งเป้าสัดส่วนการรับงานดังกล่าวอยู่ที่ 30% จากเดิมไม่ได้รับงานภาครัฐ ส่วนสัดส่วนการงานภาคเอกชนอยู่ที่ 70% และ 3.พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น

          เขากล่าวอีกว่า หลังจากที่ภาครัฐเร่งอัดงบลงทุนเข้ามาในระบบ โดยเฉพาะในภาคธุรกิจสังหาริมทรัพย์และโครงการเมกะโปรเจค คาดว่าจะส่งผลให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมดีขึ้น และน่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว ซึ่งบริษัทในฐานะผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้าง คงจะได้รับประโยชน์ด้วย

          ปัจจุบันมี Backlog ในมืออยู่ที่ 4,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องจนถึงปี 2553 ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการประมูลงานใหม่อีกหลายโครงการ ซึ่งมีมูลค่ารวม 10,000 ล้านบาท โดยจะได้รับงานนี้ในสัดส่วนที่บุคลากรและศักยภาพของบริษัทสามารถรับได้

          “งานใหม่ที่เข้าประมูลตอนนี้ก็มีหลายโครงการ มูลค่ารวม 10,000 ล้านบาท ซึ่งโดยส่วนตัวก็อยากได้งานมากที่สุด ที่ไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะได้สักกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ก็มั่นใจในประสบการณ์และความพร้อมของพนักงาน ส่วนงานที่รับก็จะกระจายไปในกลุ่มต่างๆ เช่น ศูนย์การค้า โรงงาน และโรงพยาบาล” นายศิริพงศ์ กล่าว

          นอกจากนี้ บริษัทยังคงแผนการขยายธุรกิจไปรับงานต่างประเทศไว้เช่นเดิม โดยปีนี้ กำหนดเป้าหมายการรับงานต่างประเทศเพิ่มเป็น 12-15% จากเดิมที่รับงานต่างประเทศ 5-7% เนื่องจากเห็นว่างานก่อสร้างในต่างประเทศยังมีโอกาสการขยายตัวได้ดี

          ด้านราคาหุ้นล่าสุด วานนี้ (21 ม.ค.) ปิดการซื้อขายที่ 0.12 บาท ลดลง 0.01 บาท หรือ 7.69% มูลค่าการซื้อขาย 1.45 ล้านบาท โดยนายศิริพงศ์ กล่าวว่า ไม่รู้สึกกังวลแม้ที่ผ่านมาราคาหุ้นบริษัทจะไม่เคลื่อนไหว และไม่มีวอลุ่มการซื้อขายต่อเนื่องเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เพราะเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่ซบเซา จึงควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด แต่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทยังมีความแข็งแกร่ง

          ขณะเดียวกันต้องการให้ผู้ถือหุ้นเชื่อมั่นในศักยภาพของผู้บริหารที่ตั้งใจทำงาน เพื่อผลักดันองค์กรให้เติบโตต่อเนื่อง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: