เปิดตึกมรณะทั่วกทม.ตามรอยซานติก้าผับ!

เปิดตึกมรณะทั่วกทม.ตามรอยซานติก้าผับ!

เปิดตึกมรณะทั่วกทม.ตามรอยซานติก้าผับ!

 

* สำรวจพบอาคารเสี่ยงภัยทั่วกทม.!
* โรงเรียนกวดวิชา หอพัก สถานบันเทิง ใจกลางกทม.ล้วนมีปัจจัยเสี่ยงสูง
* ‘กทม.-ดับเพลิง’ เร่งหาวิธีจัดการหวั่นเกิดโศกนาฎกรรมเหมือนซานติก้าผับ
* สั่งงัดกฎหมายเอาผิดผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่หากรู้เห็นเป็นใจ…

          อาคารที่คนส่วนใหญ่คิดว่าอันตรายที่สุด หนีไม่พ้นอาคารสูงเสียดฟ้า หรืออาคารสาธารณะขนาดใหญ่ แต่ใครจะคิดว่าอาคารเล็กๆ สูง 4 ชั้น กลับเป็นอาคารที่อันตรายและมีความเสี่ยงมากที่สุด เพราะส่วนใหญ่มีการดัดแปลง ต่อเติม และนำมาใช้ผิดประเภท จนทำให้ลักษณะการใช้งานไม่เหมาะสมกับอาคารซึ่งเข้าข่ายอันตรายมากเนื่องเพราะอาคารถูกนำไปใช้ประกอบธุรกิจ ทั้งที่ขออนุญาตก่อสร้างหรือใช้อาคารเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ทำให้มีความเสี่ยงมาก และอาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ซึ่งนอกจากจะสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินแล้ว หลายครั้งยังคร่าชีวิตผู้คนไปอีกด้วย

          ทวีจิตร จันทรสาขา นายกสมาคมสถาปนิกสยาม (ในพระบรมราชูปถัมภ์) กล่าวว่า อาคารสูง 4 ชั้น ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เพื่อประกอบธุรกิจหอพัก ห้องแบ่งเช่า โรงเรียนกวดวิชา สถานบันเทิง ประเภทร้านอาหาร ผับ บาร์ คาราโอเกะ ซึ่งมีให้เห็นทั่วเมือง ที่ผ่านมาไม่มีเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบอย่างจริง ทั้งที่หลายแห่งอยู่ติดกับสำนักเขต สำนักการโยธา รวมถึงสถานีตำรวจ

รร.กวดวิชาแดนอันตราย

          ประเภทของธุรกิจที่มีอันตรายมากที่สุดหากเกิดอัคคีภัยขึ้น ได้แก่ โรงเรียนกวดวิชา ที่นิยมนำอาคารพาณิชย์ สูง 4 ชั้น มาดัดแปลง เพราะต้นทุนต่ำ ตั้งอยู่ในย่านชุมชน จึงทำให้มีความเสี่ยงสูงมาก  สิ่งที่อันตรายและน่ากลัวมากที่สุด เพราะอาคารเหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่มีบันไดหนีไฟ หรือหากมีก็ไม่เคยดูแลให้ใช้งานได้อย่างปรกติ อีกทั้งการนำนักเรียนเข้าไปเรียนในเวลาเดียวกัน ประมาณ 400-500 คน หากเกิดไฟไหม้ขึ้น นักเรียนจะไม่สามารถหนีได้ทัน เพราะส่วนใหญ่มีประตูทางออกเดียว คือ ประตูด้านหน้า ส่วนประตูด้านหลังส่วนใหญ่จะเป็นประตูบานเล็กๆ 1 บานเท่านั้น ซึ่งเล็กกว่าที่กฎหมายกำหนด เพราะการออกแบบและขอใบอนุญาตก่อสร้างจะขอเพื่อพักอาศัย การใช้งานมีคนพักอาศัยในบ้านแค่เฉพาะครอบครัว มีคนอยู่เพียง 5-10 คนเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีประตูขนาดใหญ่เท่ากับอาคารที่ขออนุญาตเพื่อประกอบธุรกิจ ซึ่งจะมีกฎระเบียบมากกว่าการขออนุญาตใช้เป็นที่พักอาศัยนอกจากนี้อาคารสูง 4 ชั้น ต้องมีถังดับเพลิงอย่างน้อย 2-3 เครื่อง แต่หากไปตรวจสอบจะพบว่า ส่วนใหญ่ไม่มีถังดับเพลิงแม้แต่ถังเดียว ที่สำคัญตั้งอยู่ตามตรอก ซอก ซอย ขณะที่หากเกิดไฟไหม้ขึ้น ทำเลที่คับแคบจะทำให้การช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ยากมาก อีกทั้งรถดับเพลิงยังเข้าไปสกัดเพลิงได้ลำบาก หรือบางแห่งต้องนำรถยนต์คันเล็กเข้าไปดับเพลิง ซึ่งอาจมีน้ำไม่เพียงพอที่จะใช้ดับไฟ

“รามคำแหง” แหล่งรวมหอพัก

          บริเวณที่มีโรงเรียนกวดวิชามากแห่งหนึ่ง หนีไม่พ้นย่านที่มีสถานศึกษาตั้งอยู่ เช่น บริเวณม.รามคำแหง ซึ่งมีทั้งหอพักและโรงเรียนกวดวิชา สำหรับหอพัก หรือห้องแบ่งเช่ามีอันตรายไม่น้อยกว่าโรงเรียนกวดวิชา เพราะอาคารไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับน้ำหนักมาก แต่มีความเสี่ยงน้อยกว่าโรงเรียนกวดวิชา เนื่องจากมีคนพักอาศัยในอาคารน้อยกว่าหลายเท่า เพราะจะมีการแบ่งห้องเช่าชั้นละ 3-4 ห้อง รวมมีทั้งหมด 12-16 ห้อง เฉลี่ยมีผู้พักอาศัย 30-40 คน ซึ่งน้อยกว่าโรงเรียนกวดวิชาที่มีคนอยู่มากถึง 400-500 คนในเวลาเดียวกัน

อย่าปล่อยให้เป็น “ไฟไหม้ฟาง”

          บริเวณที่มีหอพัก หรือห้องแบ่งเช่าจำนวนมาก ได้แก่ ปทุมวัน อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ รามคำแหง หลักสี่ งามวงศ์วาน ซึ่งในบริเวณนี้ไม่ได้มีเฉพาะแค่หอพัก แต่มีโรงเรียนกวดวิชาตั้งอยู่มากมาย และหลายครั้งที่เกิดคึวามเสียหาย เจ้าหน้าที่ของรัฐจะกระตือรือร้น เร่งตรวจสอบการใช้งานของอาคารในย่านนั้นๆ แต่สุดท้ายเรื่องก็เงียบหายไปในลักษณะ“ ไฟไหม้ฟาง”

          สำหรับสถานบันเทิง เช่น ร้านอาหาร คาราโอเกะ ร้านนวด สปา มีอันตรายไม่น้อยกว่าโรงเรียนกวดวิชาและหอพัก เพราะถูกใช้งานผิดประเภท มีการดัดแปลง ต่อเติมอาคาร หลายแห่งติดเหล็กดัด เมื่อเกิดเพลิงไหม้ คนจะไม่สามารถหนีออกมาได้

          “ข้อสังเกตว่าสถานบันเทิงนั้นอันตรายหรือไม่ ให้ดูว่ามีประตูหนีไฟกี่แห่ง มีแผนที่บอกทางหรือไม่ มีไฟฉุกเฉินหรือเปล่า รวมถึงสปริงเกอร์ และอนุญาตให้คนเข้าไปมากกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เช่น กรณีซานติก้า ผับ สิ่งทำให้คนตายมากถึง 66 คน และบาดเจ็บมากกว่า 200 คน นอกจากอาคารก่อสร้างไม่ตรงตามกฎหมายควบคุมอาคารกำหนด และการใช้งานผิดประเภทแล้ว ยังอนุญาตให้คนเข้าไปมากกว่า 1,000 คน ทั้งที่พื้นที่ใช้สอยของซานติก้า ผับ มีประมาณ 350 ตร.ม. สามารถรองรับคนได้เพียง 400-500 คนเท่านั้น และเมื่อเกิดไฟไหม้ ทำให้คนไม่สามารถหนีออกมาได้ทัน เพราะการลุกลามของไฟเร็วมาก” แหล่งข่าวสถาปนิกอธิบาย

          “สถานที่ที่มีคนเข้าไปใช้งานมากกว่า 100 คน เข้าข่ายอาคารชุมนุมคน ถือว่าเป็นอาคารที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งอาคารพาณิชย์ที่มีการใช้งานผิดประเภท และเข้าข่ายเสี่ยงอันตรายมีมากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศ” ทวีจิตรย้ำ  ทวีจิตรกล่าวอีกว่า บริเวณประตูหนีไฟของสถานบันเทิง ส่วนใหญ่ถูกปิดตาย ไม่สามารถเปิดออกมาจากด้านในได้ เพราะเจ้าของร้านกลัวว่าลูกค้ามาเที่ยวแล้วไม่จ่ายเงินจะหนีออกทางประตูหนี ไฟ รวมถึงกลัวพนักงานขโมยของในร้าน จึงปิดประตูทางออก ซึ่งเป็นการกระทำโดยประมาท ไม่สนว่าจะเกิดปัญหาตามมาภายหลัง

อาคารใหญ่เสี่ยงน้อย

          ขณะที่อาคารขนาดใหญ่คนส่วนใหญ่มักจะกลัวว่าหากเกิดเหตุร้ายขึ้น จะหนีออกมาจากอาคารลำบาก แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นอาคารที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด เพราะส่วนใหญ่ถูกออกแบบตามกฎหมายควบคุมอาคาร และใช้งานตรงกับที่ขออนุญาต มีอุปกรณ์ เครื่องมือ ระบบตรวจจับควันไฟ สัญญาณเตือนภัยและแจ้งเหตุฉุกเฉิน สามารถรับมือกับการเพลิงไหม้ได้ดี

          อย่างไรก็ตามทวีจิตรยอมรับว่า “หลายครั้งที่เห็นอาคารขนาดใหญ่ใช้งานไม่ถูกต้อง แต่เป็นจุดเล็กๆ ที่เจ้าของอาคารมองข้าม แต่หากเกิดไฟไหม้ขึ้น อาจทำให้เกิดร้ายขึ้นได้ ดังนั้นจึงขอเตือนไปยังเจ้าของอาคารขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 10,000 ตร.ม.ขึ้นไป มีคนเข้าไปใช้งานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ควรให้ความสำคัญกับการใช้อาคารมากขึ้น เพื่อป้องกันเหตุร้ายเกิดขึ้น”

          ทวีจิตรกล่าวอีกว่า ขณะนี้ประเทศไทยไม่มีมาตรฐานกำหนดเรื่องระบบป้องกันอัคคีภัยในอาคารแต่ละ ประเภท จึงยังไม่มีบทลงโทษสถาปนิกหรือผู้ออกแบบหากเกิดเหตุเพลิงไหม้ เนื่องจากไม่มีระบบป้องกันอัคคีภัย เป็นแค่เพียงข้อแนะนำเท่านั้นว่าควรจะทำอย่างไร สถาปนิกจะมีโอกาสรับผิด เพราะอาคารเสียหาย ถึงขั้นถูกถอนใบอนุญาตวิชาชีพมีแค่กรณีที่เกิดอาคารถล่มเท่านั้น ส่วนการใช้วัสดุก่อสร้างตกแต่งที่ผิดสเปค จนทำให้เกิดความเสียหาย ยังไม่มีบทลงโทษในเรื่องดังกล่าว

          อัคคีภัยมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อกับอาคารทุกประเภท แต่เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับบุคคลทั่วไป ให้รู้เท่าทันว่าอาคารที่เข้าไปมีความปลอดภัยเพียงพอหรือไม่ นายกสมาคมฯ แนะนำวิธีสังเกตความปลอดภัยของอาคารทุกประเภทจากอัคคีภัยแบบง่ายๆ ว่า ในอาคารดังกล่าวจะต้องมีการติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัย 1.สังเกตว่ามีป้ายบอกทางหนีไฟหรือไม่ ซึ่งป้ายนี้ต้องทำรูปแบบกราฟฟิกเป็นมาตรฐานเดียวกับที่สากลกำหนด และต้องมีทางออกมากกว่า 1 ทาง 2.สังเกตดูที่ฝ้าเพดานว่ามีสปริงเกอร์หรือไม่ เพื่อจับสัญญาณความร้อนหรือควัน และพ่นน้ำเพื่อดับเพลิงในอาคาร  โดยทั่วไปอาคารขนาดใหญ่พิเศษ กฎหมายจะควบคุมให้ติดตั้งระบบอัคคีภัยแบบเต็มรูปแบบกว่าอาคารขนาดเล็กกว่า ทำให้อาคารขนาดเล็ก เช่น อาคารพาณิชย์ที่มีกฎควบคุมเรื่องดังกล่าวไม่เข้มข้นเท่าอาคารขนาดใหญ่กลาย เป็นอาคารที่มีความเสี่ยงสูงกว่าอาคารขนาดใหญ่พิเศษ จากเจ้าของอาคารที่จงใจหลบเลี่ยงกฎหมาย ยื่นขออนุญาตก่อสร้างเป็นอาคารขนาดเล็ก แต่กลับใช้งานผิดประเภทในภายหลัง อีกส่วนหนึ่ง คือ อาคารเก่าที่สร้างก่อนปี 2535 ซึ่งสร้างมาก่อนกฎกระทรวงฉบับที่ 33 ซึ่งบุข้อบังคับเกี่ยวกับอาคารขนาดใหญ่พิเศษจะประกาศใช้

          นอกจากนี้กฎหมายระบุให้อาคารขนาดใหญ่พิเศษต้องมีไฟฉุกเฉิน ซึ่งจะสว่างขึ้นเมื่อไฟดับหรือไฟไหม้ เพื่อบอกทางไปสู่ทางออกจากอาคาร อุปกรณ์เตือนเพลิงไหม้ระบบมือ เป็นปุ่มบริเวณกำแพง ต้องทุบกระจกให้แตก เพื่อส่งสัญญาณเตือนให้ดังทั่วอาคาร และมีถังน้ำยาดับเพลิงที่มีสภาพพร้อมใช้งานติดตั้งอยู่ในจุดต่างๆ กล่องบันไดหนีไฟต้องมีระบบอัดอากาศ เพื่อป้องกันไม่ให้ควันเข้าไป ผนังและประตูบันไดหนีไฟต้องทนไฟได้ และมีไฟสำรอง เพื่อบอกทางหนีไฟ กรณีที่ไฟดับ  ส่วนโรงมหรสพ ระบบป้องกันอัคคีภัยต้องเป็นไปตามที่กฎกระทรวงว่าด้วยการอนุญาตให้ใช้อาคาร เพื่อประกอบกิจการโรงมหรสพ ประเภทและระบบความปลอดภัยของโรงมหรสพ และอัตราค่าธรรมเนียมสำหรับการอนุญาตให้ใช้อาคารเพื่อประกอบกิจการโรงมหรสพ พ.ศ. 2550 กำหนดไว้ และเป็นกฎหมายที่มีความเข้มงวดเป็นพิเศษกว่าอาคารประเภทอื่นๆ เนื่องจากเป็นที่ชุมนุมคนจำนวนมาก จึงมีความเสี่ยงเรื่องความเสียหายต่อชีวิตมากกว่า

          วิธีสังเกตของโรงภาพยนตร์ที่มีการออกแบบอย่างปลอดภัย ได้แก่ 1.ทั้งสองข้างจะต้องมีประตูทางออก และมีป้ายไฟเรืองแสงบอกทางออกติดอยู่ตลอดเวลา และเมื่อออกจากประตูไปแล้ว ต้องมีทางเดินโล่งโดยรอบห้อง มีความกว้างไม่น้อย 2 เมตร เพื่อความสะดวกหากเกิดเพลิงหนีไฟ 2.มีทางหนีไฟเพียงพอหรือไม่ โดยประตูทางหนีไฟของโรงมหรสพต้องกว้าง 1.50 เมตรขึ้นไป เช่น หากห้องดังกล่าวมีความจุ 50 คน ควรจะมีประตูหนีไฟอย่างน้อย 2 ประตูขึ้นไป ตำแหน่งประตูไม่ควรใกล้กันเกินไป

          ในส่วนของอาคารของหน่วยงานราชการ ซึ่งกฎหมายควบคุมอาคารระบุว่า ไม่ต้องยื่นแบบขออนุญาตต่อท้องถิ่น แต่ให้แจ้งให้ทราบเท่านั้น ทำให้มีข้อสงสัยว่า อาจบางอาคารของราชการไม่ปฎิบัติตามกฎหมาย ทวีจิตรกล่าวว่า สาเหตุที่กฎหมายระบุไว้ดังกล่าว เนื่องจากเป็นการให้เกียรติว่าหน่วยงานราชการจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอยู่ แล้ว เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับประชาชน บางอาคารออกแบบเอง

          โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง สำหรับอาคารรุ่นใหม่ไม่น่าห่วงมากนัก เพราะการออกแบบมักจะทำสอดคล้องกับมาตรฐานอยู่แล้ว ส่วนอาคารรุ่นเก่าแม้จะไม่มีสปริงเกอร์ เนื่องจากติดตั้งเพิ่มภายหลังลำบาก หรือบันไดหนีไฟ แต่ก็มีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง เนื่องจากมักมีความสูงไม่เกิน 3 ชั้น เป็นอาคารรูปทรงยาว มีบันได 3 ทาง คือ ตรงกลาง และปลายตึกทั้งสองฝั่ง คล้ายกับเป็นบันไดหนีไฟไปในตัว นอกจากนี้หน่วยงานราชการได้มีการซ้อมหนีไฟอยู่เป็นระยะ ทำให้ผู้ใช้อาคารมีความเคยชิน และไม่ตื่นตระหนกหากเกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้ขึ้นจริง

กทม.เต้นตรวจสอบอาคารทั่วกรุงฯ

          หลังจากเกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ช่วงรอยต่อของปี 2551 ต่อเนื่องปี 2552 เกิดเพลิงไหม้ซานติก้า ผับ ย่านเอกมัยอีกครั้ง จากสถิติพบว่าปีที่ผ่านมามีไฟไหม้มากถึงกว่า 600 ครั้ง เป็นไฟไหม้อาคาร บ้านเรือน รถยนต์ และไฟไหม้หญ้า เฉลี่ยไฟไหม้วันละเกือบ 2 ครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องหาวิธีป้องกันไฟไหม้ ทำให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.กทม.) ร่วมกับสถาบันพัฒนาข้าราชการกรุงเทพมหานครตื่นตัวเรียกเจ้าของอาคารกว่า 3,000 แห่ง ใน 9 ประเภทประชุม เพื่อซักซ้อมความเข้าใจ เน้นความปลอดภัยในอาคารจากอัคคีภัย

          เนื้อหาการประชุม ประกอบด้วยการแนะนำกฎหมายอาคารในเรื่องความปลอดภัยของอาคารที่กฎหมายกำหนด กฎหมายควบคุมสถานบริการและใบอนุญาต ความสัมพันธ์ในเรื่องความปลอดภัยจากอัคคีภัยเชื่อมโยงระหว่างเจ้าของอาคาร กับประชาชนผู้ใช้บริการ และเรื่องการรับผิดชอบของเจ้าของอาคารในเรื่องแผน อบรม ซ้อมเพื่อให้อาคารและผู้ใช้อาคารมีความปลอดภัย

          การประชุมมีเจ้าของอาคาร 9 ประเภท คือ อาคารสูง 23 เมตรขึ้นไป อาคารขนาดใหญ่พิเศษพื้นที่ 10,000 ตร.ม.ขึ้นไป โรงงานที่มีความสูงมากกว่า 1 ชั้นและมีพื้นที่ตั้งแต่ 5,000 ตร.ม.ขึ้นไป สถานบริการที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 200 ตร.ม.ขึ้นไป ป้ายบนดินสูง 15 เมตรขึ้นไป หรือมีพื้นที่ 50 ตร.ม.ขึ้นไป และป้ายบนอาคารที่มีพื้นที่ 25 ตร.ม.ขึ้นไป โรงมหรสพ โรงแรมขนาด 80 ห้องขึ้นไป อาคารชุมนุมคนพื้นที่ 1,000 ตร.ม.ขึ้นไป หรือชุมนุมคนได้ 500 คนขึ้นไป และอาคารอยู่อาศัยรวมหรืออาคารชุดพื้นที่ 2,000 ตร.ม.ขึ้นไปแต่ไม่ถึง 5,000 ตร.ม. ได้รับการผ่อนผัน 7 ปี และพื้นที่ 5,000 ตร.ม.ขึ้นไป แต่ไม่ถึง 10,000 ตร.ม. ได้รับการผ่อนผัน 5 ปี ทั้งหมดนี้ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบ

อาคาร 2,000 แห่ง
ไม่ส่งผลตรวจสอบ

          นอกจากนี้ กทม.ยังส่งหนังสือแจ้งเตือนให้เจ้าของอาคารจัดส่งรายงานผลการตรวจสอบอาคาร หากเจ้าของอาคารไม่จัดส่งรายงานฯ ถือว่ามีความผิดตามมาตรา 65 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และต้องระวางโทษปรับรายวัน วันละไม่เกิน 10,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ขณะนี้มีเจ้าของอาคารประมาณ 2,000 อาคาร ยังไม่ส่งรายงานการตรวจสอบ จึงมอบให้สำนักการโยธา สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสำนักงานเขตเร่งรัดเจ้าของอาคารให้ส่งรายงานภายในเดือน ม.ค. 2552 หากยังไม่ส่งให้เข้าไปจัดการตามกฎหมายควบคุมอาคารอย่างเด็ดขาด

************

ดึงมวลชนเลี่ยงใช้อาคารเสี่ยง
บทลงโทษเอกชนไร้จิตสำนึก

          วิกฤตเพลิงไหม้ต่อเนื่องรายวันรับปีฉลู กลายเป็นทอล์ค ออฟ เดอะทาวน์ที่ทุกภาคส่วนของสังคม เพิ่มระดับความตระหนักและเข้มงวด ในมาตรการป้องกันและบรรเทาภัยอย่างจริงจัง โดยสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เผยสถิติไฟไหม้โดยรวมเฉลี่ย 600 ครั้งต่อปี หรือ 2 ครั้งต่อวัน ระบุ สาเหตุหลัก เกิดจาก ความประมาทของคน พร้อมแนะอาคาร สถานที่บริการ สาธารณะที่มีความเสี่ยง ประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าไปใช้บริการ ขณะเดียวกัน ทุกภาคส่วนของสังคมควรร่วมมือป้องกันภัย ลดความเสียหายก่อนเหตุได้

“ประมาท” ต้นเหตุไฟไหม้

          ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ( สปภ.) สังกัด กรุงเทพมหานคร โดย นาย นิยม กรรณสูตร ให้ความเห็น กรณีไฟไหม้สถานที่ต่างๆในช่วงปีใหม่เป็นหลายครั้ง รวมทั้งสถิติโดยรวม เฉลี่ยวันละประมาณ 2 ครั้ง หรือเกือบ 600 ครั้งต่อปี จากประสบการณ์ทำงานพบว่า สาเหตุไฟไหม้ส่วนใหญ่ เกิดจากความประมาทของคน ไม่ว่าเกิดเหตุไฟฟ้าช็อต เพราะสายไฟเก่า หรือ การใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึง การจุดธูปเทียนไหว้พระนอกจากนี้ มูลเหตุที่แท้จริงของเพลิงไหม้หลายกรณีมาจากความสะเพร่า ยังมาจาก การใช้อาคารเพื่อกิจกรรมผิดประเภท รวมถึง การไม่ดูแลรักษาอาคารและส่วนประกอบของอาคารดังนั้น จึงอยากเตือนให้ประชาชนระมัดระวังในการป้องกันอัคคีภัยมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเทศกาลตรุษจีน หากต้องจุดธูปเทียนไหว้พระ ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าในครัวเรือน หรือใช้แก๊ส อย่างประมาท ก่อนออกจากบ้านหรือเข้านอนควรตรวจตราอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า สถานที่ต่างๆให้เรียบร้อยอย่างรอบครัว

          ทั้งนี้ เพื่อป้องกันอัคคีภัย ทุกครัวเรือนควรมีเครื่องมือดับเพลิง หากบ้านใดมีการใช้เหล็กดัดให้ดูว่ามันป้องกันไฟหรือป้องกันชีวิตไม่ให้รอด เพราะเหตุเกิดเพลิงไหม้ส่วนใหญ่ หากเจ้าของอาคารและประชาชนมีความรู้ข้อควรปฎิบัติเบื้องต้นบางครั้งก็สามารถ จำกัดเพลิงได้ด้วยตนเองแต่ก็ไม่น้อยสำหรับเจ้าของอาคาร ที่อยู่อาศัยเวลาเกิดเพลิงไหม้บางรายไม่มีอุปกรณ์ดับเพลิงเลย จึงทำให้ไฟไหม้ลุกลามใหญ่โต เหตุการณ์บานปลายจากเล็กกลายเป็นใหญ่ และผลเสียหายที่ตามมาไม่สามารถคำนวนได้ รวมทั้งการแจ้งเหตุผิดที่ก็ยิ่งทำให้เกิดความเสียหายขยายวงมากขึ้นไปอีก”

          นอกจากนี้ ยังพบว่า เหตุการณ์ไฟไหม้ส่วนใหญ่ มี 3 ประการ ได้แก่ 1.ไฟไหม้โดยประมาท 2. ไฟไหม้จากภัยธรรมชาติ 3. ไฟไหม้จากเศรษฐกิจ (หวังผลประกันภัย)

แผนรับมือเมื่ออัคคีภัยเกิด

          ผอ.นิยม ฯยังบอกว่า หลังจากเหตุการณ์อัคคีภัยเกิดขึ้นบ่อยมากขึ้น สปภ.ก็เน้นทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะการทำหน้าที่ให้ความรู้ และอบรมผู้สนใจในการป้องกันอัคคีภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการไปเยี่ยมและอบรมนักเรียนในโรงเรียน แจกแผ่นพับประชาสัมพันธ์ โฆษณาดัวยป้ายตามสี่แยก เป็นภาพไฟไหม้ตึก อาคารที่มีลูกกรง เหล็กดัด

          “ปัญหาอัคคีภัยไม่สามารถลดจำนวนลงได้ ถ้าหากประชาชนและเจ้าของอาคารไม่ให้ความร่วมมือช่วยกันดูแล นอกจากนั้นควรเรียนรู้ในการแจ้งเหตุ การปฏิบัติตนเมื่ออยู่ในภัย และอาคารที่ปลอดภัยมีลักษณะเป็นอย่างไร เพื่อให้คนในสังคมช่วยกันดูแลและแจ้งเหตุ เมื่อเกิดปัญหาอัคคีภัย”

          ทั้งนี้ในการอบรมเจ้าของอาคาร นอกจากมีอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยแล้ว จะกำหนดชัดเจนเลยว่า เจ้าของอาคารจะต้องมีแผนกำหนดที่จะให้อาคารต้องมีทางหนีไฟ ป้ายส่องสว่าง สัญญาณเตือนภัย แหล่งน้ำ เครื่องอัดอากาศ รวมถึงดูแลให้อยู่ในสภาพที่สามารถใช้ได้ตลอดเวลา ตามแผน

          ไม่เพียงเท่านั้น ยังต้องกำหนดรายละเอียดแบ่งแยกหน้าที่ของคนในอาคาร นับตั้งแต่เกิดเหตุอัคคี ใครจะเป็นคนพาหนี คนดับไฟ คนแจ้งเหตุจะมีการกำหนด ซึ่งหากเจ้าของอาคารได้ตระหนักและดำเนินการอยู่ก็จะทำให้ภัยที่หากเกิดขึ้น อาจบรรเทาเบาบางลงได้ และเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำ

          อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ไฟไหม้ที่เกิดขึ้นในช่วงปีใหม่ ให้ถือเป็นอุทธาหรณ์ ที่สำคัญภาคส่วนประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ และเจ้าของอาคารจะต้องร่วมมือช่วยกัน ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวอีก

อ้างอิงจากน.ส.พ. ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 15 มกราคม 2552

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: