เปิดวิดีโอฉีกหน้าตร.มั่วสอบซานติก้า

เปิดวิดีโอฉีกหน้าตร.มั่วสอบซานติก้า
“พีระพันธุ์” เปิดหลักฐานเด็ดฉีกหน้าพนักงานสอบคดีซานติก้าผับ

          นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม (ยธ.) เปิดเผยว่า จากผลการตรวจสอบของคณะทำงานยธ. กรณีเพลิงไหม้ซานติก้าผับ เบื้องต้นพบความผิดหลายประเด็น จึงจะเสนอคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) เพื่อรับโอนคดีนี้เป็นคดีพิเศษในวันที่ 11 ก.พ.นี้

 พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

ทั้งนี้ เนื้อหาจากวิดีโอที่พบใน จุดเกิดเหตุแตกต่างจากการสอบสวนและคำให้การของพยานต่อพนักงานสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างสิ้นเชิง ที่ระบุว่านักร้องนำวงเบิร์นเป็นผู้จุดไฟแช็กที่หน้ากลองจนเป็นสาเหตุเพลิง ไหม้ โดยภาพจากกล้องวิดีโอของซาน ติก้าผับ บ่งชี้ว่ามีลูกไฟเกิดขึ้นหลังจุดเอฟเฟกต์นาน 2.57 นาที

นอกจากนี้ นักร้องนำที่ถูกแจ้งข้อหาได้เดินหลบไปข้างเวที และไม่มีภาพนักร้องจุดพลุตามที่พยานให้การด้วย ยังพบว่าพลุเอฟเฟกต์จุดด้วยชนวนไฟฟ้า ไม่ได้ใช้ไฟแช็ก เมื่อมีการจุดพลุทดสอบเพื่อเปรียบเทียบระยะเวลาการเกิดเพลิงไหม้จนกระทั่ง ลุกลามหนัก ผลการทดสอบไม่ตรงกับเหตุการณ์จริง เพราะในสถานการณ์จำลองต้องใช้เวลานานกว่าไฟจะลุก

          ขณะที่ภาพจากวิดีโอเห็นได้ชัดว่าใช้เวลาเพียง 2 นาทีเศษ ไฟก็ลุกลามจนทำให้หนีไม่ทัน จึงสันนิษฐานว่าอุปกรณ์บนฝ้าเพดานอาจมีวัสดุอื่นที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวด เร็ว นอกจากนี้ จากการตรวจสอบห้องพักเจ้าหน้าที่และห้องพักนักดนตรีด้วยเครื่องตรวจหาสารเสพ ติด หรือ GCMS พบ ผงเฮโรอีนและโคเคนปนเปื้อนอยู่

          ดังนั้น ซานติก้าผับน่าจะมีการซื้อขายยาเสพติด จึงให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) สอบสวนขยายผลต่อไป อีกทั้งพบว่าซานติก้าผับ ไม่เคยเสียภาษีสรรพสามิตตลอด 5 ปีที่เปิดบริการ มีการปลอมลายเซ็นสถาปนิกและวิศวกรผู้คุมงานก่อสร้าง เชื่อว่ามีขบวนการปลอมแปลงใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร

          ทั้งนี้ เพราะพบมีการใช้ชื่อวิศวกรคนดังกล่าวไปยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคารอีก 33 แห่ง จึงประสานให้กทม. ตรวจสอบความผิดตามพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร

          นอกจากนี้ ได้ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สอบสวนการฟอกเงิน หลังพบการโอนเงินเข้าซานติก้าผับ 20 ล้านบาท โดยอ้างว่าบริษัทจำหน่ายสุราแห่งหนึ่งมอบให้ แต่บริษัทสุราได้ปฏิเสธ อีกประเด็นภายหลังการเข้ามาถือหุ้นในบริษัท ไวท์ แอนด์ บราเธอร์ ของบุคคลคนหนึ่งตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย. 2549 ตำรวจก็ไม่เคยเข้าจับกุมซานติก้าผับอีกเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยจับกุมถึง 47 ครั้ง

          ด้านพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. กล่าวว่า หากมีหลักฐานเพิ่มเติม สามารถนำมาเพิ่มในสำนวนการสอบสวนได้เรื่อยๆ และไม่มีปัญหาในการทำคดีกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ

******เพิ่มเติมจากเดลินิวส์ ฉบับวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552

          ที่กระทรวงยุติธรรม เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 2 ก.พ. นายพีระพันธุ์  สาลีรัฐวิภาค รมว. ยุติธรรม นายพิชัย บุญยเกียรติ ที่ปรึกษา รมว. ยุติธรรม พล.ต.ท.กฤษณะ ผลอนันต์ เลขาธิ การสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ร่วมแถลงข่าวผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการอำนวยการและศูนย์ปฏิบัติ การประสานงานผู้เสียหาย ติดตามผลการดำเนินคดี และตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีโศกนาฏกรรม เหตุเพลิงไหม้สถาน บริการซานติก้า ผับ ในคืนเคานท์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 66 ราย และได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก โดยคณะกรรมการฯ มีมติให้เสนอคดีเพลิงนรกเป็นคดีพิเศษ ภายหลังพบความไม่โปร่งใสในหลายประเด็น จนเป็นสาเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยมีการเปิดเทปบันทึกภาพขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้จากเพดานด้านบนเวทีประกอบด้วย 
 
          นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ผลสรุปตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น ของกระทรวงยุติธรรม ทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและพฤติการณ์ สรุปมูลเบื้องต้นว่า มีกฎหมายฉบับหนึ่งบังคับใช้เมื่อปี 2547 กำหนดให้สถานบริการที่เป็น ผับ บาร์ ที่ยังไม่เคยขออนุญาตในพื้นที่โซนนิ่งจะขอไม่ ได้ เว้นแต่สถานบริการที่เคยขออนุญาต และประกอบการมาก่อนหน้านี้ กรณีซานติก้า ผับ พบว่า เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2546 มีนายคริส ไปขออนุญาตก่อสร้างอาคารหลังเกิดเหตุต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ กทม. โดยจากการตรวจสอบประวัติย้อนหลัง นายคริส เป็นเพียงผู้ถูกจ้างให้ดำเนินการ และการขออนุญาตก่อสร้างครั้งนั้น เป็นการขอสร้างอาคารพักอาศัย ไม่ใช่ขออนุญาตก่อสร้างอาคารสถานบริการ 
  
          รมว.ยุติธรรม กล่าวต่อว่า ต่อมามีการไปขออนุญาตกับสถานีตำรวจนครบาลแห่งหนึ่ง เพื่อเปิดสถานบริการ โดยนำเอกสารใบอนุญาตก่อสร้างไปแสดง แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบการจากตำรวจ จึงมีการนำคดีไปฟ้องศาลปกครอง ต่อมาวันที่ 27 ก.พ. 2547 สถานบริการแห่งนี้ สร้างเสร็จจนเปิดบริการได้ ทั้งที่ขณะนั้นไม่ได้ รับใบอนุญาตให้ใช้อาคาร มีการอุปโลกน์ นาย  สุริยา ฤทธิ์บรรลือ ขึ้นมาเป็น กก.ผจก.ซานติก้า ผับ ทั้งที่มีประวัติเสพยาเสพติด เคยมีอาชีพขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และเป็นเพียงเด็กรับรถของสถานบริการ เมื่อซานติก้า ผับ เปิดบริการ เคยถูกจับดำเนินคดี 47 ครั้ง แต่ไม่มีการดำเนินคดีในที่สุด  
 
          นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวอีกว่า จากการ ตรวจสอบของกระทรวงยุติธรรม พบมีปัญหาประกอบด้วย 1.มีความผิดปกติในงบดุลของบริษัท มีเงินสด 20 ล้านเข้ามาในบัญชี ยังไม่ทราบที่มา เข้าข่ายอำนาจ ป.ป.ง. 2.ประเด็นการเก็บภาษีสรรพสามิต ไม่มีการเรียกเก็บเลย อยู่ในอำนาจของดีเอสไอ ตามประมวลรัษฎากร และความผิดเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต 3.หลังจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุโดยใช้นิติวิทยาศาสตร์ พบว่ามีห้องสำคัญ 3 ห้อง คือ ห้องฝ่ายบัญชี ห้องการตลาด และห้องที่ 3 เป็นห้องพักของนักดนตรี พบว่าทั้ง 3 ห้อง มีคราบเฮโรอีนและโคเคนทั้ง 3 ห้อง แม้กระทั่งสายรัดเงินที่เจอในห้อง ก็มีการปนเปื้อนเฮโรอีนและโคเคน จากการขยายผลพบว่า ผับแห่งนี้มีการซื้อขายยาเสพติดกันจริง แต่จะเป็นรายใหญ่แค่ไหนต้องตรวจสอบก่อน 4.มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จนนำมาสู่การเกิดเหตุครั้งนี้ และ 5.มีกระบวนปลอมลายมือชื่อวิศวกร และสถาปนิกในการก่อสร้างซานติก้า ผับ โดยวิศวกรคนนี้ ถูกปลอมลายเซ็นไม่น้อยกว่า 33 แห่งใน กท.จึงน่าเชื่อว่ามีขบวนการใหญ่ในการทำผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ส่วนสาเหตุของเพลิงไหม้ ซานติก้า ผับ ครั้งนี้ เกิดจากการจุดพลุ หรือสเปเชียลเอฟ เฟกต์แน่นอน แต่ยังไม่สามารถชี้ว่า คนที่ต้องรับผิดชอบเป็นใคร 
 
          รมว.ยุติธรรม กล่าวด้วยว่า พนักงานสอบสวนได้ให้ข้อมูล โดยกระทรวงยุติธรรม ไม่สามารถเห็นสอดคล้องได้ คือ กรณีพยานระบุว่า นักร้องเป็นคนก้มลงจุดไฟแช็กเพื่อจุดพลุ คือสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ แต่จากการตรวจสอบเทปวิดีโอในคืนเกิดเหตุ และจำลองเหตุการณ์ ไม่ตรงกับคำให้การทั้ง 2 อีกทั้งกรณีมีคนบางคนเข้ามาถือหุ้น จนไม่มีการดำเนินคดีอีกเลย และกรณีพยานไม่กล้าเข้าให้ปากคำอีกเลย จึงเห็นว่า คดีเพลิงไหม้ซานติก้า ผับ สมควรสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจังอย่างเป็นระบบ โดยกระทรวง ยุติธรรมอีกครั้ง ตามกฎหมายคดีพิเศษ ดังนั้นตนจะนำเข้าที่ประชุมกรรมการคดีพิเศษ ในวันที่ 11 ก.พ.นี้ และสรุปรายงานต่อนายกรัฐมนตรีในอาทิตย์นี้ต่อไป  
 
          ด้าน นายสราวุธ อะริยะ นักร้องนำวงเบิร์น ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า เป็นผู้จุดพลุขณะ อยู่บนเวที ก่อนที่จะเกิดเพลิงไหม้ ให้สัมภาษณ์ทางทีวีรายการหนึ่งว่า หลังจากกระทรวงยุติธรรมแถลงข่าวหลักฐานสำคัญ ว่ารู้สึกดีใจและโล่งใจ วันเกิดเหตุหลังจากมีการจุดเอฟเฟกต์ สักพักก็มีสะเก็ดไฟตกลงมาที่หน้ากลอง ลูกค้าชี้ให้ดูตน ยังใช้เท้าดับ แต่หลังจากนั้นพักใหญ่ก็เกิดไฟ ไหม้ขึ้น ส่วนวันที่ตำรวจมาเชิญตัวไปแถลงข่าว รู้สึกตกใจมาก มีนักข่าวและกล้องทีวีเต็มห้อง ตำรวจเอาพลุมาโชว์ให้ดูยิ่งตกใจใหญ่ “เอายังงี้เลยเหรอ” ซึ่งพลุที่ตำรวจเอามา ตนไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ตอนเด็ก ๆ ก็เคยเล่นแต่ไม่ใช่แบบนี้ 
 
          “พลุแบบนี้ใคร ๆ ก็รู้ว่า ต้องจุดที่กลางแจ้ง ใครจะเอาไปจุดในสถานที่แบบนั้น และที่ตำรวจว่า ตนหันไปจุดพลุ ก็คงเป็นไปได้ยาก เพราะมือต้องถือไมค์ จะเอามือที่ไหนไปถือพลุ และถือไฟแช็กอีก แต่ก็ไม่รู้จะเถียงว่าอะไร ตำรวจว่าอย่างนั้นก็ตกใจ จะขัดขืนอะไรก็ไม่ได้ ก็ต้องปรึกษากับทนาย และหลังได้ประกันตัวก็กลับบ้าน เข้าวัดทำบุญให้จิตใจดีขึ้น จิตใจจะได้สงบ ส่วนที่ตำรวจพบหลักฐานใหม่ก็ดีใจมาก” นายสราวุธ กล่าว 
 
          ต่อข้อถามเรื่องคราบยาเสพติดในห้องพักนักร้อง และห้องอื่น ๆ นายสราวุธ ตอบว่า ไม่ทราบเรื่องนี้ เพราะห้องพักนักร้อง ก็เข้าไปใช้กันทุกวง ใครมาเล่นที่นี่ก็เข้าไปพัก รวมทั้งศิลปินที่มาแสดงก็ใช้ ส่วนห้องอื่น ๆ ที่พบ ตนไม่ทราบเพราะไม่เคยเข้าไปในห้องเหล่านั้น
  
          ส่วนที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 17.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐ มนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กระทรวงยุติธรรม เตรียมจะขอคดีไฟไหม้ซานติก้า ผับ มาดำเนินการเองว่า ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ไม่ตรงกัน จึงได้ขอให้ไปดูแลให้เรียบร้อยและตรงกัน ซึ่งตนเข้าใจว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม อยากจะเสนอให้เป็นคดีพิเศษ เพราะมีความซับซ้อนอยู่พอสมควร ทั้งนี้จะได้ดูหลักฐานให้เกิดความชัดเจน อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวตนเห็นด้วย เพราะ มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหลายส่วน และพันไปหลายเรื่อง ทั้งนี้ อย่าไปคิดว่าตำรวจถูกฉีกหน้า แต่เรามีหน้าที่ต้องนำความจริงออกมาให้ได้ และเรื่องนี้ก็ถือเป็นความสูญเสีย ที่เราต้องหาผู้ที่มีความรับผิดชอบที่ชัดเจน เพราะถ้าปล่อยเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำ ก็เหมือนกับเราไม่เรียนรู้ ทั้งนี้ ตำรวจอาจจะมีข้อจำกัดบางอย่าง ไม่ได้ข้อ มูลบางอย่าง แต่เมื่อมีคนได้ข้อมูลมาก็ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์และเดินหน้าต่อไป 
 
          “ผมคิดว่าการทำงานร่วมกันคงไม่มีปัญหา คนทำงานก็ย่อมมีปัญหาอุปสรรคบ้าง ผมกับรัฐบาลมีหน้าที่ที่จะต้องทำให้ถูกต้องและชัดเจนที่สุด และแก้ปัญหาให้ได้ดีที่สุด ซึ่งการทำคดีผมก็อยากให้เกิดความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพด้วย คิดว่าถ้าทำให้เกิดความชัดเจน และมีความรับผิดชอบก็จะเป็นกรณีตัวอย่าง และจะมีส่วนช่วยป้องกันไม่ให้เกิดกรณีอื่นด้วย” นายกรัฐมนตรี กล่าว 
      
          เมื่อถามว่าการรีบสรุปผลจนเกือบมีการจับแพะ เพราะมีเรื่องผลประโยชน์อะไรเกี่ยวข้องหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อย่าไปพาดพิงอะไร เมื่อตนเห็นว่าข้อมูลไม่ตรงกัน ได้ขอไปแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ซึ่งตำรวจไม่ได้ยืนยันข้อมูลอะไรมาถึงตน
 
          ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ภายหลังจากที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.   ยุติธรรม ออกมาระบุว่ามีหลักฐานใหม่ เป็นภาพทีวีวงจรปิดของซานติก้า ผับ ซึ่งภาพแตกต่างอย่างสิ้นเชิง กับการสอบสวนและคำให้การของพยานต่อพนักงานสอบสวน สตช. ที่ระบุว่านักร้องนำวงเบิร์น เป็นผู้จุดไฟแช็กที่หน้ากลอง จนเป็นสาเหตุของเพลิงไหม้ แต่ภาพจากกล้อง วิดีโอของซานติก้า ผับ บ่งชี้ว่ามีลูกไฟเกิดขึ้นหลังจุดเอฟเฟกต์นาน 2.57 นาที โดยเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนนักร้อง และนักร้องคนที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา เดินหลบไปข้างเวที อีกทั้งไม่มีภาพนักร้องเป็นผู้จุดพลุตามที่พยานให้การ 
 
          ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถาม พล.ต.อ. จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. เพื่อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดย พล.ต.อ.จงรัก ระบุว่าตนเองอยู่ต่างจังหวัด ยังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้ไปสอบถามตำรวจพื้นที่ที่เกิดเหตุ อย่าข้ามขั้นมาถาม รอง ผบ.ตร. ให้ไปถามทาง พ.ต.อ.ขจรศักดิ์ ปานสาคร รอง ผบก.น.5 ผู้รับผิดชอบในท้องที่ หรือจะให้ พ.ต.อ.ขจรศักดิ์ โทรฯ หาก็ได้ 
 
          ผู้สื่อข่าวถามว่า ทาง รมว.ยุติธรรม ระบุว่านักร้องวงเบิร์นเป็นแพะ พล.ต.อ.จงรัก ตอบว่า คุณพูดเองนะ พูดรุนแรงไปหรือเปล่า ผมจะไม่ตอบคำถามอะไรทั้งนั้น เพราะยังไม่รู้ รายละเอียด เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามซักถามว่ายังยืนยันหรือไม่ ว่า นักร้องวงเบิร์นเป็นผู้ต้องหา  ที่แท้จริง พล.ต.อ.จงรัก กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า ผมจะไม่ตอบคำถามใด ๆ ทั้งสิ้น และผมก็ทราบว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ได้ตอบคำถามนี้ไปแล้ว ให้ไปตรวจสอบดู จากนั้นก็ไม่ยอมตอบคำถามใด ๆ อีก พร้อมตัดสายโทรศัพท์ไป
 
          ที่ จ.เชียงใหม่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.กล่าวถึงคดีเพลิงไหม้ซานติก้า ผับ หลังจาก รมว.ยุติธรรม ออกมาระบุว่ามีการจับแพะว่า ได้คุยกับ พล.ต.อ.จงรัก จุฑา นนท์ รอง ผบ.ตร.ไว้แล้ว ว่าในส่วนของสำนวนไม่ได้ปิดไปทั้งหมด ท่านอาจจะสรุปไปส่วนหนึ่ง แต่ยังเปิดไว้ หากมีหลักฐานอื่นเพิ่มเติม อาจจะดำเนินการเพิ่มเติมได้ ส่วนสาเหตุของเพลิงไหม้ ที่ไม่ตรงกับทางกระทรวงยุติธรรมนั้น ตนเองคิดว่าพนักงานสอบสวนคงต้องไปดูเอง กระทรวง ยุติธรรมอาจจะส่งหลักฐานเพิ่มมาก็ได้ และยังเปิดสำนวนอยู่ยังไม่มีการปิด
 
          ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องรื้อคดีทำใหม่หรือไม่ ผบ.ตร. กล่าวว่า ในรายละเอียดไม่ทราบ แต่ได้คุยกับ พล.ต.อ.จงรัก ไว้แล้ว ท่านสรุปสาเหตุไว้อย่างหนึ่ง แต่ดีเอสไอไปสรุปอีกอย่างหนึ่ง ก็ได้กำชับ พล.ต.อ.จงรัก ไว้เหมือนกันว่า สาเหตุถ้ายังไม่ชัดก็ต้องเปิดไว้ เผื่อมีหลักฐานใหม่ ต่อข้อถามว่า พล.ต.อ.จงรัก รีบสรุปสำนวนเกินไปหรือไม่ พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า คงไม่ใช่ จากการที่ พล.ต.อ.จงรัก สอบแล้ววางแนวว่ามีแนวโน้มไปทางนั้น แต่เท่าที่คุยก็ยังไม่ได้ปิดสำนวน ถ้ามีหลักฐานใหม่ขึ้นมาก็อาจสรุปใหม่ได้ ส่วนการจับนักร้องนำวงเบิร์นนั้นท่านก็จับไปตาม  พยานหลักฐาน ที่คิดว่าเกิดจากตรงนั้นอาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ แต่ท่านสรุปไปแล้วว่าใช่ ส่วนดีเอสไอสรุปไปว่าเป็นเรื่องของเอฟเฟกต์ ที่สุดอาจจะเกิดจากสองเหตุร่วมกันก็ได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: